เวลาเรานั่งฟังใครสักคนกำลังเถียงกัน แต่ละคนต่างยกเอาความดีของตัวเองขึ้นมาข่มคนอื่น หรือบางทีก็ตอกย้ำความไม่ดีของคนอื่นไปพร้อมกันด้วย ยิ่งถ้าเราเป็นนักฟังความฝ่ายเดียวอาจเกิดความเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งได้ไม่ยาก พระพุทธศาสนาจึงสอนให้เราฟังให้รอบด้านโดยเฉพาะฟังจากเสียงของคนที่เป็นศัตรูทางความคิดกัน เป็นการฟังแบบปรโตโฆษะ (ฟังจากฝ่ายศัตรูหรือคนอื่น) จะช่วยทำให้ตัดสินอะไรได้ชัดขึ้นว่าตกลงใครดีกว่ากันหรือใครผิดใครถูก อย่างมีครั้งหนึ่งมีการโต้เถียงกันระหว่างบุคคล 4 คน ผู้ถือว่าสิ่งที่ตนเองทำดีกว่าผู้อื่น เรามาลองอ่านไปพร้อมๆ กันแล้วช่วยกันตัดสินว่าใครกันแน่ที่ดีกว่ากัน ท่านแรกเป็นพระยานาคกล่าวความดีของตนเองว่า “เรากับพระยาครุฑถือว่าเป็นศัตรูกันตั้งแต่เกิด แต่เราเองไม่เคยโกรธต่อพระยาครุฑที่ทำร้ายเราเลยสักครั้งเดียว ฉะนั้น เราน่าจะมีศีลดีกว่าทุกท่าน ณ ที่นี้ เพราะคนที่ไม่โกรธคนที่ทำร้ายเรา ถือว่าเป็นผู้สงบที่สุด” พระยานาคได้ย้ำความดีคือไม่มีความโกรธ ฝ่ายพระยาครุฑได้ฟังก็กล่าวต่อ “หากนาคเป็นอาหารที่ดีที่สุด แล้วลองคิดดูสิว่า ขนาดเราเห็นอาหารอย่างนั้นแล้วยังอดกลั้นไม่ทำชั่วได้ แม้จะหิวอย่างไรก็ตาม เราน่าจะมีศีลมากกว่า เพราะคนที่อดทนต่อความอยาก กินข้าวและน้ำพอประมาณ ไม่ทำชั่ว เขาน่าจะเป็นผู้สงบที่สุดซิ” พระยาครุฑได้สรรเสริญการไม่ทำชั่วของตนเองเพราะเรื่องอาหาร พอได้ฟังทั้งสองฝ่ายว่าถึงความดีของแต่ละคน ฝ่ายท้าวสักกเทวราชจึงตรัสขึ้นบ้าง “ท่านลองคิดดูกันซิ เราละสมบัติในสวรรค์ที่สุดแสนจะสุขสบายทุกอย่างแล้วกลับมายังโลกเพื่อรักษาศีล เราน่าจะมีศีลมากกว่า เพราะเราได้ละทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับกาม เราต่างหากน่าจะเป็นผู้สงบที่สุด” ท้าวสักกะทรงสรรเสริญการละความยินดีในกามคุณของพระองค์ คนสุดท้าย คือ พระเจ้าธนัญชัยผู้ฟังความดีของแต่ละท่านแล้วก็ตรัสต่อ “ส่วนเราละสมบัติทุกอย่าง ทั้งราชวังที่เห็นกันอยู่ ไม่เหมือนท้าวสักกะที่ได้รับสมบัติและได้ประโยชน์จากการรักษาศีลมาแล้ว เราเองแม้จะยังไม่รู้ แต่ก็สละทุกอย่าง ไม่มีความกังวลอะไรอีก เพราะไม่ยึดติดทุกอย่างจึงออกมาปฏิบัติธรรม เราน่าจะเป็นผู้สงบที่สุด” พระเจ้าธนัญชัยทรงสรรเสริญความไม่กังวลในสมบัติปัจจุบัน […]